- 19
- กุมภาพันธ์
การเลือกระบบบันทึกต้นทุนสินค้าเป็นหนึ่งในการตัดสินใจสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อความถูกต้องของงบการเงินและประสิทธิภาพในการบริหารสินค้าคงคลัง ระบบต้นทุนสินค้ามี 2 แบบหลักที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ได้แก่ Periodic (แบบสิ้นงวด) และ Perpetual (แบบต่อเนื่อง) แต่ละแบบมีข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกัน คำถามสำคัญคือ เมื่อองค์กรตัดสินใจใช้ระบบ ERP แล้ว ควรเลือกระบบต้นทุนแบบไหนจึงจะเหมาะสมที่สุด?
Periodic Inventory System — ระบบต้นทุนแบบสิ้นงวด
ระบบต้นทุนแบบ Periodic คือวิธีการบันทึกต้นทุนสินค้าที่จะคำนวณต้นทุนสินค้าขาย (Cost of Goods Sold) เมื่อถึงวันสิ้นงวดเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นปลายเดือนหรือปลายปี โดยอาศัยการตรวจนับสินค้าคงเหลือจริง (Physical Count) เป็นหลัก
สูตรที่ใช้ในการคำนวณ:
ต้นทุนสินค้าขาย = สินค้าคงเหลือต้นงวด + ซื้อสุทธิ - สินค้าคงเหลือปลายงวด
ระบบนี้ไม่ต้องบันทึกต้นทุนทุกครั้งที่มีการขายสินค้า จึงมีความเรียบง่ายในการปฏิบัติงาน
ข้อดี:
- ขั้นตอนการทำงานง่าย ไม่ซับซ้อน
- ไม่ต้องลงทุนระบบมาก สามารถทำได้ด้วย Spreadsheet
- เหมาะกับธุรกิจที่มีสินค้าราคาต่ำจำนวนมาก ซึ่งการบันทึกทุกรายการอาจไม่คุ้มค่า
ข้อจำกัด:
- ไม่สามารถรู้ต้นทุนสินค้าขายแบบ Real-time ได้ ต้องรอจนสิ้นงวด
- ต้องตรวจนับสต็อกทุกงวดเพื่อให้ได้ตัวเลขที่ถูกต้อง ซึ่งใช้เวลาและแรงงานมาก
- ยากที่จะวิเคราะห์กำไรขั้นต้นเป็นรายรายการหรือรายสินค้าได้
Perpetual Inventory System — ระบบต้นทุนแบบต่อเนื่อง
ระบบต้นทุนแบบ Perpetual คือวิธีการบันทึกต้นทุนสินค้าแบบ Real-time ทุกครั้งที่มีการซื้อหรือขายสินค้า ระบบจะปรับปรุงยอดสินค้าคงเหลือและบันทึกต้นทุนสินค้าขายทันที
ด้วยวิธีนี้ องค์กรสามารถรู้ยอดสินค้าคงเหลือและต้นทุนได้ทันทีโดยไม่ต้องรอการตรวจนับ ทำให้การบริหารสินค้าคงคลังมีประสิทธิภาพสูง
ระบบ Perpetual รองรับวิธีคำนวณต้นทุนหลายแบบ ได้แก่:
- FIFO (First In, First Out) — ขายสินค้าที่ซื้อมาก่อนออกไปก่อน
- Weighted Average (ต้นทุนถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก) — คำนวณต้นทุนเฉลี่ยจากสินค้าทั้งหมดที่มีอยู่
- Specific Identification — ระบุต้นทุนเฉพาะของแต่ละรายการ เหมาะกับสินค้าราคาสูง
ข้อดี:
- ข้อมูลต้นทุนแบบ Real-time ใช้ประกอบการตัดสินใจได้ทันที
- วิเคราะห์กำไรขั้นต้นได้ทุกรายการ ทุกสินค้า
- ควบคุมสต็อกได้แม่นยำ ลดปัญหาสินค้าขาดหรือเกิน
ข้อจำกัด:
- ต้องมีระบบ ERP หรือซอฟต์แวร์ที่รองรับการบันทึกแบบ Real-time
- ต้องบันทึกข้อมูลทุกรายการอย่างครบถ้วน จึงต้องมีวินัยในการป้อนข้อมูล
เปรียบเทียบ Periodic vs Perpetual
| หัวข้อ | Periodic | Perpetual |
|---|---|---|
| การบันทึกต้นทุน | เมื่อสิ้นงวด | ทุกครั้งที่ซื้อ/ขาย |
| การรู้ยอดสินค้าคงเหลือ | ต้องตรวจนับ | รู้ทันที (Real-time) |
| ความซับซ้อน | ต่ำ | สูงกว่า |
| ต้องใช้ระบบ ERP | ไม่จำเป็น | แนะนำอย่างยิ่ง |
| เหมาะกับธุรกิจ | ขนาดเล็ก สินค้าน้อยชนิด | ขนาดกลาง-ใหญ่ สินค้าหลายชนิด |
| วิเคราะห์กำไรรายรายการ | ไม่ได้ | ได้ |
| ความแม่นยำ | ปานกลาง | สูง |
เมื่อใช้ ERP แล้วควรเลือกแบบไหน?
คำตอบสั้นๆ คือ Perpetual เพราะเมื่อมีระบบ ERP แล้ว ข้อจำกัดทั้งหมดของระบบ Perpetual จะหายไป
- ERP บันทึกอัตโนมัติทุกรายการ — ไม่ต้องคีย์ข้อมูลซ้ำ เมื่อสร้างใบขายหรือใบรับสินค้า ระบบจะบันทึกต้นทุนและปรับยอดสต็อกให้ทันที
- ERP คำนวณต้นทุน FIFO / Weighted Average ให้อัตโนมัติ — ไม่ต้องคำนวณเอง ลดข้อผิดพลาดจากการคำนวณด้วยมือ
- ได้ข้อมูล Real-time — ผู้บริหารสามารถดูต้นทุนสินค้า กำไรขั้นต้น และยอดสต็อกได้ทุกเมื่อ ช่วยตัดสินใจเรื่องการตั้งราคาและการจัดซื้อได้อย่างมีข้อมูลสนับสนุน
- ยังสามารถตรวจนับ Physical Count ได้ — แม้ใช้ Perpetual แต่ยังทำ Physical Count เพื่อกระทบยอดและตรวจสอบความถูกต้องได้ตามปกติ
แต่ Periodic ก็ยังมีที่ใช้อยู่
แม้ Perpetual จะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าสำหรับองค์กรที่มี ERP แต่ระบบ Periodic ก็ยังมีบทบาทในบางสถานการณ์:
- ธุรกิจที่ขายสินค้าราคาต่ำจำนวนมาก เช่น ร้านขายของชำ ตลาดสด ที่ยังไม่มีระบบ POS หรือ ERP การบันทึกทุกรายการอาจไม่คุ้มค่ากับเวลาที่ใช้
- ธุรกิจบริการที่ไม่มีสินค้าคงคลังมาก เช่น ธุรกิจที่เน้นการให้บริการเป็นหลัก มีสินค้าคงคลังเพียงเล็กน้อย
- องค์กรขนาดเล็กที่ยังไม่พร้อมลงทุนระบบ การเริ่มต้นด้วย Periodic แล้วค่อยเปลี่ยนมาเป็น Perpetual เมื่อพร้อมก็เป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผล
Saeree ERP รองรับอย่างไร
Saeree ERP ถูกออกแบบมาให้รองรับทั้งระบบต้นทุนแบบ Periodic และ Perpetual เพื่อให้ธุรกิจสามารถเลือกใช้ได้ตามความเหมาะสม โดยมีฟีเจอร์สำคัญดังนี้:
- รองรับทั้ง Periodic และ Perpetual — สามารถตั้งค่าได้ตามความต้องการของแต่ละธุรกิจ
- ค่าเริ่มต้น (Default) แนะนำ Perpetual — เพราะใช้ประโยชน์จากระบบ ERP ได้เต็มที่ ข้อมูลครบถ้วนและแม่นยำ
- คำนวณต้นทุนอัตโนมัติ — รองรับวิธี FIFO และ Weighted Average โดยระบบคำนวณให้ทุกครั้งที่มีการเคลื่อนไหวของสินค้า
- รายงานต้นทุนสินค้าขายแบบ Real-time — ดูข้อมูลต้นทุน กำไรขั้นต้น และยอดสินค้าคงเหลือได้ทันทีผ่านหน้ารายงาน
- ระบบตรวจนับสินค้า (Physical Count) ในตัว — สำหรับกระทบยอดระหว่างข้อมูลในระบบกับสินค้าจริงในคลัง
- รองรับหลายคลังสินค้า หลายหน่วยนับ — บริหารสต็อกได้ครบทุกมิติ ไม่ว่าจะมีกี่คลังหรือกี่หน่วยนับก็จัดการได้
เมื่อมี ERP แล้ว ไม่มีเหตุผลที่จะไม่ใช้ Perpetual — มันคือการยกระดับความถูกต้องของต้นทุนและการบริหารสินค้าคงคลังขึ้นไปอีกขั้น
- ทีมงาน Saeree ERP
สรุป
ระบบต้นทุนสินค้าแบบ Periodic เหมาะกับธุรกิจขนาดเล็กที่ยังไม่มีระบบ ERP ด้วยความเรียบง่ายและไม่ต้องลงทุนมาก ในขณะที่ระบบ Perpetual เหมาะกับทุกธุรกิจที่มี ERP รองรับ เพราะให้ข้อมูลต้นทุนที่แม่นยำและ Real-time
เมื่อองค์กรตัดสินใจใช้ระบบ ERP แล้ว ควรเปลี่ยนมาใช้ Perpetual เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดจากการลงทุนในระบบ ข้อมูลต้นทุนที่ถูกต้องและทันเวลาจะช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการตั้งราคา การจัดซื้อ หรือการวางแผนการผลิต
หากคุณสนใจใช้งาน Saeree ERP พร้อมระบบต้นทุนสินค้าที่ครบครัน สามารถติดต่อทีมงานของเราเพื่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
