- 25
- ตุลาคม
ในยุคที่ข้อมูลกลายเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูงที่สุดขององค์กร ระบบ ERP ซึ่งเป็นศูนย์รวมข้อมูลทั้งหมดของธุรกิจ ตั้งแต่ข้อมูลทางการเงิน ข้อมูลลูกค้า ข้อมูลพนักงาน ไปจนถึงข้อมูลการผลิตและซัพพลายเชน จึงเป็นเป้าหมายหลักของผู้ไม่ประสงค์ดี บทความนี้จะพาผู้บริหารทำความเข้าใจเรื่อง ความปลอดภัยของข้อมูลในระบบ ERP ว่ามีภัยคุกคามอะไรบ้าง กฎหมายกำหนดอย่างไร และ Saeree ERP มีมาตรการป้องกันอย่างไร
1. ภัยคุกคามข้อมูลในระบบ ERP ที่ผู้บริหารต้องรู้
ก่อนที่จะวางแผนป้องกัน ผู้บริหารต้องเข้าใจก่อนว่าภัยคุกคามที่ระบบ ERP ต้องเผชิญนั้นมีหลากหลายรูปแบบ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การโจมตีจากภายนอกเท่านั้น แต่ยังรวมถึงภัยจากภายในองค์กรเองด้วย
Ransomware - มัลแวร์เรียกค่าไถ่
Ransomware คือมัลแวร์ที่เข้ารหัสข้อมูลทั้งหมดในระบบแล้วเรียกค่าไถ่เพื่อแลกกับกุญแจถอดรหัส ในปี 2567-2568 ธุรกิจไทยหลายแห่งตกเป็นเหยื่อ Ransomware ที่โจมตีระบบ ERP โดยเฉพาะ ทำให้ธุรกิจหยุดชะงักเป็นสัปดาห์ ข้อมูลบัญชี คำสั่งซื้อ และสต็อกสินค้าทั้งหมดถูกล็อก ไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้ ความเสียหายมีตั้งแต่หลักแสนไปจนถึงหลักล้านบาท
Phishing - อีเมลหลอกลวง
การโจมตีแบบ Phishing เป็นช่องทางที่แฮกเกอร์ใช้บ่อยที่สุดในการเจาะระบบ ERP โดยส่งอีเมลปลอมที่ดูเหมือนมาจากผู้บริหาร คู่ค้า หรือซัพพลายเออร์ หลอกให้พนักงานคลิกลิงก์และกรอกรหัสผ่าน เมื่อแฮกเกอร์ได้รหัสผ่านแล้วก็สามารถเข้าสู่ระบบ ERP ได้ทันที ข้อมูลจากรายงานด้านความปลอดภัยพบว่ากว่า 90% ของการเจาะระบบเริ่มจากอีเมล Phishing
Insider Threats - ภัยคุกคามจากภายใน
ไม่ใช่ทุกภัยคุกคามจะมาจากภายนอก พนักงานที่ไม่พอใจ อดีตพนักงานที่ยังไม่ถูกปิดสิทธิ์ หรือแม้แต่พนักงานที่ไม่ตั้งใจทำผิดพลาด ล้วนเป็นความเสี่ยงทั้งสิ้น ตัวอย่างเช่น พนักงานบัญชีที่มีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลทางการเงินทั้งหมดอาจส่งข้อมูลออกไปโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือพนักงานที่ลาออกแล้วแต่ยังมีสิทธิ์เข้าระบบอยู่
ข้อมูลรั่วไหล (Data Breach)
การรั่วไหลของข้อมูลอาจเกิดจากหลายสาเหตุ ทั้งจากการตั้งค่าระบบที่ไม่เหมาะสม การส่งข้อมูลผ่านช่องทางที่ไม่ปลอดภัย หรือการจัดเก็บข้อมูลโดยไม่มีการเข้ารหัส ผลกระทบของการรั่วไหลของข้อมูลไม่ใช่แค่ความเสียหายทางการเงิน แต่ยังรวมถึงการสูญเสียความน่าเชื่อถือ การถูกฟ้องร้อง และค่าปรับตามกฎหมาย PDPA
2. PDPA กับระบบ ERP - กฎหมายที่องค์กรต้องปฏิบัติตาม
พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) มีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบแล้ว กำหนดให้ทุกองค์กรที่เก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดอย่างเคร่งครัด ซึ่งระบบ ERP นั้นเก็บข้อมูลส่วนบุคคลจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลพนักงาน ข้อมูลลูกค้า หรือข้อมูลคู่ค้า
สิ่งที่องค์กรต้องดำเนินการเพื่อให้สอดคล้องกับ PDPA ในส่วนที่เกี่ยวกับระบบ ERP:
- ขอความยินยอม (Consent) - ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลก่อนเก็บรวบรวมและใช้ข้อมูล โดยระบบ ERP ต้องมีฟีเจอร์บันทึกความยินยอมได้
- จำกัดการเข้าถึง - ข้อมูลส่วนบุคคลต้องเข้าถึงได้เฉพาะผู้ที่มีสิทธิ์เท่านั้น ระบบต้องมีการกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงตามบทบาท
- การเข้ารหัสข้อมูล - ข้อมูลส่วนบุคคลต้องถูกเข้ารหัสทั้งในขณะจัดเก็บ (at rest) และขณะส่งผ่าน (in transit)
- สิทธิ์ของเจ้าของข้อมูล - ระบบต้องรองรับการขอดู แก้ไข ลบ หรือโอนย้ายข้อมูลส่วนบุคคลตามคำร้องขอ
- การแจ้งเหตุละเมิดข้อมูล - หากเกิดเหตุข้อมูลรั่วไหล องค์กรต้องแจ้งสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลภายใน 72 ชั่วโมง
- บันทึกกิจกรรม - ต้องมี Audit Log ที่บันทึกว่าใคร เข้าถึง แก้ไข หรือลบข้อมูลอะไร เมื่อไหร่
หากองค์กรฝ่าฝืน PDPA อาจถูกปรับสูงสุด 5 ล้านบาท หรือจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ ดังนั้นการเลือกใช้ระบบ ERP ที่รองรับ PDPA จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง
3. มาตรการรักษาความปลอดภัยใน Saeree ERP
Saeree ERP ถูกออกแบบมาโดยคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นอันดับแรก (Security by Design) ด้วยมาตรการป้องกันหลายชั้นที่ทำงานร่วมกัน เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลขององค์กรได้รับการปกป้องอย่างสูงสุด
Encryption - การเข้ารหัสข้อมูล
Saeree ERP ใช้การเข้ารหัสข้อมูลมาตรฐาน AES-256 ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกับที่ธนาคารและหน่วยงานรัฐบาลใช้ ข้อมูลทั้งหมดถูกเข้ารหัสทั้งในขณะจัดเก็บ (Data at Rest) และขณะส่งผ่านเครือข่าย (Data in Transit) ด้วย SSL/TLS ทำให้แม้ข้อมูลจะถูกดักจับระหว่างทาง ผู้โจมตีก็ไม่สามารถอ่านข้อมูลได้
Role-Based Access Control (RBAC) - การควบคุมสิทธิ์ตามบทบาท
ระบบ RBAC ใน Saeree ERP ช่วยให้ผู้ดูแลระบบสามารถกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลตามบทบาทของพนักงานแต่ละคน ตัวอย่างเช่น พนักงานฝ่ายขายจะเห็นเฉพาะข้อมูลลูกค้าและคำสั่งซื้อ แต่ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลเงินเดือนหรืองบการเงินได้ ระบบยังรองรับการกำหนดสิทธิ์ในระดับเมนู ฟังก์ชัน และแม้แต่ระดับฟิลด์ข้อมูล เพื่อให้การควบคุมเป็นไปอย่างละเอียดที่สุด
Audit Log - บันทึกการใช้งานระบบ
ทุกการกระทำในระบบ Saeree ERP ถูกบันทึกไว้อย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นการเข้าสู่ระบบ การดูข้อมูล การแก้ไข การลบ หรือการพิมพ์รายงาน บันทึกเหล่านี้ระบุชื่อผู้ใช้ วันเวลา IP Address และรายละเอียดของการเปลี่ยนแปลง ทำให้สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้เสมอ และเป็นหลักฐานสำคัญในกรณีที่เกิดเหตุผิดปกติ
2FA - การยืนยันตัวตนสองชั้น
Saeree ERP รองรับการยืนยันตัวตนสองชั้น (Two-Factor Authentication) ทั้ง OTP ผ่าน SMS/Email, Authenticator App และ Biometric เพื่อเพิ่มชั้นป้องกันให้กับการเข้าสู่ระบบ แม้รหัสผ่านจะรั่วไหล ผู้โจมตีก็ยังไม่สามารถเข้าระบบได้ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความ 2FA คืออะไร? ทำไมระบบ ERP ต้องมีการยืนยันตัวตนสองชั้น
ข้อมูลคือทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดขององค์กรในยุคดิจิทัล การปกป้องข้อมูลจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่คือหน้าที่
- ทีมงาน Saeree ERP
4. การสำรองข้อมูลและกู้คืน (Backup & Disaster Recovery)
ไม่ว่าระบบรักษาความปลอดภัยจะแข็งแกร่งเพียงใด ก็ไม่มีระบบใดที่สมบูรณ์แบบ 100% ดังนั้นการมีแผนสำรองข้อมูลและกู้คืนระบบจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง Saeree ERP มีระบบสำรองข้อมูลที่ครบถ้วน ดังนี้:
Auto Backup - สำรองข้อมูลอัตโนมัติ
ระบบจะทำการสำรองข้อมูลอัตโนมัติทุกวัน โดยไม่ต้องอาศัยคนมาดำเนินการ ผู้ดูแลระบบสามารถตั้งค่าความถี่ในการสำรองข้อมูลได้ ทั้งแบบรายวัน ทุก 12 ชั่วโมง หรือแม้แต่ทุกชั่วโมง ขึ้นอยู่กับความสำคัญของข้อมูล ข้อมูลสำรองจะถูกเข้ารหัสก่อนจัดเก็บเพื่อป้องกันการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต
Disaster Recovery - แผนกู้คืนระบบ
Saeree ERP มีแผนกู้คืนระบบที่ครอบคลุม ในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉิน ไม่ว่าจะเป็นเซิร์ฟเวอร์ล่ม ไฟไหม้ น้ำท่วม หรือถูก Ransomware โจมตี ระบบสามารถกู้คืนข้อมูลจากจุดสำรองล่าสุดได้อย่างรวดเร็ว โดยมี RTO (Recovery Time Objective) ที่กำหนดไว้ชัดเจน เพื่อให้ธุรกิจกลับมาดำเนินการได้เร็วที่สุด
Cloud Storage - จัดเก็บบนระบบคลาวด์
ข้อมูลสำรองถูกจัดเก็บบนระบบคลาวด์ที่มีความปลอดภัยสูง แยกจากเซิร์ฟเวอร์หลัก ทำให้แม้เซิร์ฟเวอร์หลักจะเสียหาย ข้อมูลสำรองก็ยังคงปลอดภัย นอกจากนี้ยังมีการเก็บข้อมูลสำรองในหลาย Data Center เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากภัยพิบัติที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง
5. แนวปฏิบัติที่ดีสำหรับองค์กร
นอกจากการเลือกใช้ระบบ ERP ที่มีมาตรการรักษาความปลอดภัยแข็งแกร่งแล้ว องค์กรเองก็ต้องมีแนวปฏิบัติที่ดีเพื่อเสริมความปลอดภัยให้สมบูรณ์ ต่อไปนี้คือแนวทางที่แนะนำ:
อบรมพนักงานอย่างสม่ำเสมอ
จุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดของทุกระบบรักษาความปลอดภัยคือ "คน" ดังนั้นการอบรมพนักงานเรื่องความปลอดภัยทางไซเบอร์จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ควรจัดอบรมอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง ครอบคลุมเรื่องการสังเกตอีเมล Phishing การตั้งรหัสผ่านที่แข็งแกร่ง การไม่แชร์รหัสผ่าน และการรายงานเหตุผิดปกติ
หลักการสิทธิ์น้อยที่สุด (Principle of Least Privilege)
ให้สิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลเฉพาะเท่าที่จำเป็นต่อการทำงานเท่านั้น ไม่ควรให้พนักงานทุกคนมีสิทธิ์ Admin หรือเข้าถึงข้อมูลทุกส่วน ตรวจสอบและทบทวนสิทธิ์การเข้าถึงเป็นประจำ โดยเฉพาะเมื่อมีการเปลี่ยนตำแหน่ง ย้ายแผนก หรือลาออก
อัพเดทระบบสม่ำเสมอ
ช่องโหว่ด้านความปลอดภัยใหม่ๆ ถูกค้นพบอยู่ตลอดเวลา การอัพเดทระบบ ERP เป็นเวอร์ชันล่าสุดจะช่วยปิดช่องโหว่เหล่านี้ Saeree ERP มีทีมงานคอยออกแพทช์อัพเดทด้านความปลอดภัยอย่างสม่ำเสมอ พร้อมแจ้งเตือนผู้ดูแลระบบเมื่อมีอัพเดทสำคัญ
- ใช้รหัสผ่านที่แข็งแกร่ง - ความยาวอย่างน้อย 12 ตัวอักษร ผสมตัวพิมพ์ใหญ่ ตัวพิมพ์เล็ก ตัวเลข และอักขระพิเศษ
- เปิดใช้งาน 2FA ทันที - บังคับใช้กับผู้ใช้ทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่มีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลสำคัญ
- ตรวจสอบ Audit Log เป็นประจำ - สังเกตพฤติกรรมที่ผิดปกติ เช่น การเข้าสู่ระบบนอกเวลาทำการ หรือการเข้าถึงข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องกับงาน
- จัดทำแผนรับมือเหตุฉุกเฉิน - กำหนดขั้นตอนที่ชัดเจนว่าต้องทำอะไรเมื่อเกิดเหตุข้อมูลรั่วไหลหรือถูกโจมตี
- ทดสอบระบบรักษาความปลอดภัย - จัดให้มีการทดสอบเจาะระบบ (Penetration Testing) เป็นประจำ เพื่อค้นหาและแก้ไขช่องโหว่ก่อนที่ผู้ไม่ประสงค์ดีจะพบ
สรุป
ความปลอดภัยของข้อมูลในระบบ ERP ไม่ใช่เรื่องที่ผู้บริหารจะมองข้ามได้อีกต่อไป ภัยคุกคามมีมากขึ้นและซับซ้อนขึ้นทุกวัน กฎหมาย PDPA กำหนดบทลงโทษที่รุนแรงสำหรับองค์กรที่ไม่ปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเหมาะสม Saeree ERP ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทั้งด้านความปลอดภัยและการปฏิบัติตามกฎหมาย ด้วย Encryption, RBAC, Audit Log, 2FA และระบบสำรองข้อมูลอัตโนมัติ
หากคุณต้องการระบบ ERP ที่ปลอดภัยและสอดคล้องกับ PDPA สามารถทดลองใช้ Saeree ERP ฟรีได้วันนี้ หรือติดต่อทีมงานของเราเพื่อรับคำปรึกษาด้านความปลอดภัยของข้อมูลในระบบ ERP
