- 19
- กุมภาพันธ์
ทุกองค์กรมีความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชน ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ — ความแตกต่างอยู่ที่ว่าองค์กรไหน "รู้ว่ามีความเสี่ยงอะไร" และ "จัดการได้ก่อนที่มันจะกลายเป็นปัญหา" การบริหารความเสี่ยง (Risk Management) ไม่ใช่เรื่องของเอกสารที่ทำปีละครั้งแล้ววางไว้ในลิ้นชัก แต่เป็นกระบวนการที่ต้องฝังอยู่ในทุกการทำงาน — บทความนี้จะอธิบายแนวคิด วิธีปฏิบัติ และบทบาทของระบบ ERP ในการบริหารความเสี่ยงให้เป็นเรื่องง่าย
ความเสี่ยงคืออะไร — ทำไมต้องบริหาร?
ความเสี่ยง (Risk) คือ โอกาสที่เหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งจะเกิดขึ้น และส่งผลกระทบต่อการบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กร ทั้งในเชิงลบ (ภัยคุกคาม) และเชิงบวก (โอกาส)
การบริหารความเสี่ยง ไม่ได้หมายความว่าต้อง "กำจัด" ความเสี่ยงทั้งหมด — เพราะเป็นไปไม่ได้ แต่หมายถึงการ "รู้ เข้าใจ จัดการ และติดตาม" ให้ความเสี่ยงอยู่ในระดับที่องค์กรยอมรับได้ (Risk Appetite)
ความเสี่ยง 5 ด้านที่ทุกองค์กรต้องเจอ
| ด้าน | ตัวอย่างความเสี่ยง | ผลกระทบ |
|---|---|---|
| ด้านกลยุทธ์ (Strategic) | ตลาดเปลี่ยน คู่แข่งเข้ามา นโยบายรัฐเปลี่ยน | รายได้ลดลง สูญเสียความได้เปรียบ |
| ด้านการปฏิบัติงาน (Operational) | กระบวนการผิดพลาด คนทำงานผิดขั้นตอน ระบบล่ม | งานล่าช้า เกิดความเสียหาย ต้นทุนเพิ่ม |
| ด้านการเงิน (Financial) | งบประมาณบานปลาย หนี้เสีย สภาพคล่องต่ำ | ขาดทุน ไม่สามารถจ่ายหนี้ได้ |
| ด้านการปฏิบัติตามกฎหมาย (Compliance) | ไม่ปฏิบัติตามระเบียบ กฎหมาย มาตรฐาน | โทษปรับ คดีความ เสื่อมเสียชื่อเสียง |
| ด้านเทคโนโลยี (Technology) | ข้อมูลรั่วไหล ถูกโจมตีทางไซเบอร์ ระบบล้าสมัย | สูญเสียข้อมูล หยุดชะงัก ความเชื่อมั่นลดลง |
กระบวนการบริหารความเสี่ยง 4 ขั้นตอน
การบริหารความเสี่ยงที่ดีต้องเป็นวงจรต่อเนื่อง ไม่ใช่ทำครั้งเดียวแล้วจบ:
ขั้นที่ 1: ระบุความเสี่ยง (Risk Identification)
เริ่มจากคำถามว่า "อะไรอาจเกิดขึ้นได้บ้างที่จะกระทบต่อเป้าหมายขององค์กร?" โดยรวบรวมจากทุกฝ่ายงาน ทุกกระบวนการ ทั้งจากประสบการณ์จริง ข้อมูลในอดีต และการคาดการณ์แนวโน้ม
- ทบทวนจากผลการตรวจสอบภายใน/ภายนอก
- สอบถามจากผู้ปฏิบัติงานจริง — คนหน้างานรู้ดีที่สุดว่ามีจุดอ่อนตรงไหน
- วิเคราะห์จากข้อมูลในระบบ — รายการที่ผิดปกติ ยอดที่ไม่สมเหตุสมผล
ขั้นที่ 2: ประเมินความเสี่ยง (Risk Assessment)
เมื่อระบุความเสี่ยงได้แล้ว ให้ประเมิน 2 มิติ:
- โอกาสเกิด (Likelihood) — มากแค่ไหนที่จะเกิดขึ้น? (ต่ำ / ปานกลาง / สูง)
- ผลกระทบ (Impact) — ถ้าเกิดขึ้นจะรุนแรงแค่ไหน? (น้อย / ปานกลาง / มาก)
จากนั้นจัดลำดับความสำคัญด้วย Risk Matrix:
| โอกาสเกิด \ ผลกระทบ | น้อย | ปานกลาง | มาก |
|---|---|---|---|
| สูง | ปานกลาง | สูง | สูงมาก |
| ปานกลาง | ต่ำ | ปานกลาง | สูง |
| ต่ำ | ต่ำ | ต่ำ | ปานกลาง |
ขั้นที่ 3: จัดการความเสี่ยง (Risk Response)
เมื่อรู้ว่าความเสี่ยงไหนสำคัญที่สุดแล้ว ให้เลือกวิธีจัดการ:
- หลีกเลี่ยง (Avoid) — เปลี่ยนวิธีทำงานเพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยงนั้นเลย
- ลดผลกระทบ (Mitigate) — ใส่มาตรการควบคุมเพื่อลดโอกาสหรือความรุนแรง
- โอนความเสี่ยง (Transfer) — ซื้อประกัน หรือจ้างผู้เชี่ยวชาญภายนอก
- ยอมรับ (Accept) — ถ้าความเสี่ยงอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ ก็รับไว้แต่ต้องติดตาม
ขั้นที่ 4: ติดตามและทบทวน (Monitor & Review)
ความเสี่ยงเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา สิ่งที่เคยเป็นความเสี่ยงต่ำอาจกลายเป็นสูงได้ในวันถัดไป จึงต้อง:
- ติดตามตัวชี้วัดความเสี่ยง (Key Risk Indicators - KRI) อย่างสม่ำเสมอ
- ทบทวนและปรับปรุงทะเบียนความเสี่ยงอย่างน้อยทุกไตรมาส
- รายงานต่อผู้บริหารเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ
ตัวอย่างความเสี่ยงในงานประจำวัน — ที่หลายคนมองข้าม
การบริหารความเสี่ยงไม่ใช่เรื่องของผู้บริหารระดับสูงเท่านั้น ทุกระดับในองค์กรมีส่วนเกี่ยวข้อง:
| สถานการณ์ | ความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ | วิธีจัดการ |
|---|---|---|
| มีคนเดียวที่รู้วิธีทำงานสำคัญ | ถ้าลาออก/ป่วย งานหยุดชะงัก | จัดทำคู่มือ สอนงานข้ามสายงาน ใช้ระบบ ERP บันทึกขั้นตอน |
| ข้อมูลอยู่ใน Excel ของคนเดียว | ข้อมูลสูญหาย แก้ไขโดยไม่มีร่องรอย | ย้ายข้อมูลเข้าระบบ ERP ที่มี Audit Trail |
| ไม่มีการตรวจสอบวงเงินก่อนสั่งซื้อ | งบประมาณบานปลาย เกินงบโดยไม่รู้ตัว | ระบบ Budget Control ตรวจสอบวงเงินอัตโนมัติ |
| Password เดียวใช้ร่วมกันทั้งแผนก | ตรวจสอบย้อนกลับไม่ได้ว่าใครทำ | User แยกคนละ Account พร้อม 2FA |
| ข้ามขั้นตอนอนุมัติเพราะ "ด่วน" | ไม่มี Audit Trail ผู้ตรวจสอบทักท้วง | Workflow Engine บังคับขั้นตอน พร้อม Fast Track |
ระบบ ERP กับการบริหารความเสี่ยง — ทำไมจึงเป็นของคู่กัน
ระบบ ERP ไม่ใช่แค่เครื่องมือบันทึกข้อมูล แต่เป็น โครงสร้างพื้นฐานของการควบคุมภายใน (Internal Control) ที่ช่วยลดความเสี่ยงในทุกมิติ:
1. การแบ่งแยกหน้าที่ (Segregation of Duties)
ระบบ ERP บังคับให้แยกบทบาท เช่น คนที่สร้างใบสั่งซื้อไม่ใช่คนเดียวกับคนอนุมัติ คนที่รับของไม่ใช่คนเดียวกับคนจ่ายเงิน — ป้องกันการทุจริตและข้อผิดพลาดจากจุดเดียว
2. การควบคุมอัตโนมัติ (Automated Controls)
ระบบตรวจสอบให้โดยอัตโนมัติ ไม่ต้องพึ่งคนตรวจทุกรายการ เช่น ตรวจวงเงินงบประมาณ ตรวจซ้ำเลขที่เอกสาร ตรวจราคาผิดปกติ — ลดความเสี่ยงจากความผิดพลาดของมนุษย์
3. ข้อมูลจริง ณ เวลาจริง (Real-time Data)
ผู้บริหารเห็นสถานะจริงแบบ Real-time ไม่ต้องรอรายงานสิ้นเดือน — รู้เร็ว แก้เร็ว ก่อนที่ปัญหาเล็กจะกลายเป็นปัญหาใหญ่
4. Audit Trail ครบถ้วน
ทุกรายการในระบบ ERP มีบันทึกว่า ใครทำ ทำอะไร เมื่อไหร่ แก้ไขอะไร — เป็นทั้งเครื่องมือป้องกัน (Preventive) และเครื่องมือตรวจจับ (Detective)
Saeree ERP กับการบริหารความเสี่ยงในทางปฏิบัติ
Saeree ERP มีฟีเจอร์ที่รองรับการบริหารความเสี่ยงครบทั้ง 5 ด้าน:
| ด้านความเสี่ยง | ฟีเจอร์ใน Saeree ERP |
|---|---|
| ด้านกลยุทธ์ | Dashboard แสดงผลการดำเนินงานเทียบกับเป้าหมาย รายงานวิเคราะห์แนวโน้ม |
| ด้านการปฏิบัติงาน | Workflow Engine บังคับขั้นตอน, แจ้งเตือนอัตโนมัติ, SLA Monitoring |
| ด้านการเงิน | Budget Control Real-time, บัญชีพัก GR/IR, รายงานกระทบยอดอัตโนมัติ |
| ด้าน Compliance | Audit Trail ครบทุกรายการ, Segregation of Duties, รายงานตามมาตรฐาน |
| ด้านเทคโนโลยี | 2FA, การเข้ารหัสข้อมูล, Backup อัตโนมัติ, Role-based Access Control |
การบริหารความเสี่ยงที่ดีที่สุดคือการฝังมาตรการควบคุมไว้ในกระบวนการทำงานประจำวัน — ไม่ใช่เอกสารที่ทำปีละครั้ง แต่เป็นระบบที่ทำงานให้ทุกวัน
- ทีมงาน Saeree ERP
สรุป
การบริหารความเสี่ยงไม่ใช่ภาระเพิ่ม แต่เป็นเกราะป้องกันที่ช่วยให้องค์กรเดินหน้าอย่างมั่นคง เมื่อมีระบบ ERP ที่ออกแบบมาให้มี การควบคุมภายในที่เข้มแข็ง ตั้งแต่ Workflow, Budget Control, Audit Trail, 2FA ไปจนถึงรายงานวิเคราะห์แบบ Real-time — การบริหารความเสี่ยงจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติในทุกกระบวนการทำงาน ไม่ใช่งานเอกสารที่ต้องทำเพิ่มเติม
หากคุณสนใจใช้งาน Saeree ERP เพื่อยกระดับการบริหารความเสี่ยงในองค์กร สามารถติดต่อทีมงานของเราเพื่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
