Saeree ERP - ระบบ ERP ครบวงจรสำหรับธุรกิจไทย ขอ Demo ฟรี

บทความ: ต้นทุนจริงของธุรกิจผลิต

ต้นทุนจริงของธุรกิจผลิตและโรงงานอุตสาหกรรม
  • 19
  • กุมภาพันธ์

คำถามที่ดูเหมือนง่าย — "ต้นทุนจริงของสินค้า Lot นี้คือเท่าไหร่?" — แต่โรงงานจำนวนมากตอบไม่ได้ ไม่ใช่เพราะไม่อยากตอบ แต่เพราะ ระบบบัญชีไม่เคยถูกออกแบบมาให้ตอบคำถามนี้ได้ บทความนี้จะอธิบายว่า ทำไมถึงตอบไม่ได้ ต้องทำอะไรบ้างถึงจะตอบได้ และ ERP ช่วยเรื่องนี้อย่างไร — จากประสบการณ์จริงกับลูกค้าโรงงานที่ไม่เคยทำ Perpetual, Standard Cost หรือ Cost Allocation มาก่อนเลย

ปัญหาที่เจอบ่อย — ทำไมโรงงานตอบเรื่องต้นทุนไม่ได้

จากประสบการณ์จริง เมื่อถามโรงงานว่า "ต้นทุนสินค้าชิ้นนี้เท่าไหร่?" คำตอบที่ได้มักจะเป็น:

  • "ราคาซื้อวัตถุดิบก็รู้ แต่ค่าแรงกับค่าโสหุ้ยไม่รู้จะเฉลี่ยยังไง"
  • "รู้ต้นทุนรวมทั้งเดือน แต่แยกเป็นรายสินค้าไม่ได้"
  • "บัญชีลงแบบ Periodic — สิ้นเดือนค่อยนับสต็อก ระหว่างเดือนไม่รู้ว่ามีเท่าไหร่"
  • "ต้นทุนที่ใช้ตั้งราคาขายเป็นตัวเลขที่ประมาณไว้ตั้งแต่เปิดบริษัท ไม่เคยอัปเดต"

สาเหตุหลักมาจาก 3 สิ่งที่ไม่เคยทำ:

สิ่งที่ไม่เคยทำ ผลกระทบ
ไม่เคยลงบัญชีแบบ Perpetual ไม่รู้ว่าตอนนี้มีสต็อกเท่าไหร่ ต้นทุนคงเหลือเป็นเท่าไหร่ รู้แค่ตอนนับสิ้นเดือน
ไม่เคยตั้ง Standard Cost ไม่มีต้นทุนมาตรฐานสำหรับเปรียบเทียบ ไม่รู้ว่า Lot ไหนผลิตแพงผิดปกติ
ไม่เคยทำ Cost Allocation ค่าแรง ค่าไฟ ค่าเสื่อม ค่าซ่อมบำรุง ไม่รู้จะเฉลี่ยเข้าสินค้าแต่ละตัวอย่างไร

เข้าใจก่อน — 3 เสาหลักของการหาต้นทุนจริง

เสาที่ 1: Perpetual Inventory (บัญชีสินค้าแบบต่อเนื่อง)

แทนที่จะนับสต็อกสิ้นเดือนแล้วค่อยคำนวณต้นทุน ระบบ Perpetual จะ บันทึกทุกความเคลื่อนไหวของสินค้าแบบ Real-time:

  • รับวัตถุดิบเข้า → บันทึกต้นทุนเข้าสต็อกทันที
  • เบิกวัตถุดิบไปผลิต → ตัดต้นทุนออกจากสต็อกทันที
  • ผลิตเสร็จ → รับสินค้าสำเร็จรูปเข้าสต็อกพร้อมต้นทุนผลิต
  • ขายสินค้า → ตัดต้นทุนขายออกทันที (COGS)

Periodic vs Perpetual — ต่างกันตรงไหน?

Periodic (แบบเดิม) Perpetual (แบบที่ต้องทำ)
รู้ต้นทุนเมื่อนับสต็อกสิ้นงวด รู้ต้นทุนทุกวินาที
ต้นทุนขาย = ซื้อ + เปิด - ปิด ต้นทุนขาย = สะสมจากทุกรายการจริง
ส่วนต่างสต็อกซ่อนอยู่ในสูตร ส่วนต่างสต็อกเห็นได้ทันที
ตรวจสอบย้อนกลับยาก ทุกรายการมี Audit Trail

เสาที่ 2: Standard Cost (ต้นทุนมาตรฐาน)

Standard Cost คือ ต้นทุนที่ "ควรจะเป็น" ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแผน — ใช้เป็นเกณฑ์เปรียบเทียบกับต้นทุนจริง (Actual Cost)

Standard Cost ของสินค้าสำเร็จรูป 1 หน่วย ประกอบด้วย:

องค์ประกอบ ที่มา ตัวอย่าง
วัตถุดิบทางตรง (Direct Material) จาก BOM (Bill of Materials) × ราคามาตรฐาน เหล็ก 2 กก. × 50 บาท = 100 บาท
ค่าแรงทางตรง (Direct Labor) จาก Routing × อัตราค่าแรงมาตรฐาน ตัด 0.5 ชม. × 200 บาท/ชม. = 100 บาท
ค่าโสหุ้ยการผลิต (Manufacturing Overhead) เฉลี่ยตามเกณฑ์ที่กำหนด (ชั่วโมงเครื่องจักร, ชั่วโมงแรงงาน, ฯลฯ) 0.5 ชม. × 150 บาท/ชม. = 75 บาท

ดังนั้น Standard Cost = 100 + 100 + 75 = 275 บาท/หน่วย

เมื่อผลิตจริงแล้วต้นทุนออกมา 290 บาท จะเกิด Variance 15 บาท ซึ่งต้องวิเคราะห์ต่อว่าเกิดจากอะไร — ราคาวัตถุดิบแพงขึ้น? ใช้เวลาผลิตนานกว่ามาตรฐาน? หรือค่าโสหุ้ยสูงผิดปกติ?

เสาที่ 3: Cost Allocation (การปันส่วนต้นทุน)

นี่คือส่วนที่โรงงานส่วนใหญ่ "ข้าม" ไป — เพราะยากที่สุด

Cost Allocation คือการเฉลี่ยค่าใช้จ่ายที่ไม่สามารถระบุตรงๆ ว่าเป็นของสินค้าตัวไหน ให้เข้าสู่ต้นทุนสินค้าแต่ละตัว ตัวอย่างค่าใช้จ่ายที่ต้อง Allocate:

  • ค่าไฟฟ้าโรงงาน — ผลิต 5 สินค้าในโรงงานเดียวกัน จะเฉลี่ยให้แต่ละตัวอย่างไร?
  • ค่าเสื่อมราคาเครื่องจักร — เครื่องเดียวผลิตหลายสินค้า จะคิดยังไง?
  • เงินเดือนหัวหน้าโรงงาน — ดูแลทุกไลน์ จะเฉลี่ยตามอะไร?
  • ค่าซ่อมบำรุง ค่าทำความสะอาด ค่าประกัน

เกณฑ์ที่นิยมใช้ในการ Allocate:

เกณฑ์การปันส่วน (Allocation Base) เหมาะกับ
ชั่วโมงเครื่องจักร (Machine Hours) โรงงานที่ใช้เครื่องจักรเป็นหลัก (Capital-intensive)
ชั่วโมงแรงงาน (Labor Hours) โรงงานที่ใช้แรงงานเป็นหลัก (Labor-intensive)
ต้นทุนวัตถุดิบทางตรง เมื่อวัตถุดิบเป็นสัดส่วนหลักของต้นทุน
จำนวนหน่วยผลิต เมื่อสินค้าทุกตัวใช้ทรัพยากรใกล้เคียงกัน
Activity-Based Costing (ABC) เมื่อต้องการความแม่นยำสูง เฉลี่ยตามกิจกรรมจริง

ตัวอย่างจริง — โรงงานที่ไม่เคยทำ ต้องเริ่มอย่างไร

สมมติโรงงานผลิตชิ้นส่วนโลหะ ผลิตสินค้า 3 ตัว (A, B, C) ในโรงงานเดียวกัน:

ตัวอย่าง: ข้อมูลเดือนมกราคม

  • ซื้อวัตถุดิบ: เหล็ก 10,000 กก. × 50 บาท = 500,000 บาท
  • ค่าแรงทางตรง: 300,000 บาท (รวม 1,500 ชม.)
  • ค่าโสหุ้ยโรงงาน: ค่าไฟ 80,000 + ค่าเสื่อม 120,000 + อื่นๆ 50,000 = 250,000 บาท
  • ผลิต: สินค้า A = 500 หน่วย, B = 300 หน่วย, C = 200 หน่วย

ขั้นที่ 1: ทำ BOM (Bill of Materials) ให้ชัดเจน

กำหนดว่าสินค้าแต่ละตัวใช้วัตถุดิบอะไร เท่าไหร่:

สินค้า เหล็ก/หน่วย จำนวนผลิต เหล็กรวม ต้นทุนวัตถุดิบ (×50 บ.)
A 5 กก. 500 2,500 กก. 125,000
B 10 กก. 300 3,000 กก. 150,000
C 15 กก. 200 3,000 กก. 150,000
รวม 8,500 กก. 425,000

(เหลือเหล็ก 1,500 กก. ในสต็อก = 75,000 บาท)

ขั้นที่ 2: ทำ Routing — กำหนดเวลาผลิต

สินค้า ชม.แรงงาน/หน่วย จำนวนผลิต ชม.แรงงานรวม ต้นทุนค่าแรง (×200 บ.)
A 1 ชม. 500 500 ชม. 100,000
B 2 ชม. 300 600 ชม. 120,000
C 2 ชม. 200 400 ชม. 80,000
รวม 1,500 ชม. 300,000

ขั้นที่ 3: Cost Allocation — เฉลี่ยค่าโสหุ้ย

ค่าโสหุ้ยรวม 250,000 บาท สมมติเลือกเกณฑ์ ชั่วโมงแรงงาน:

อัตราค่าโสหุ้ย = 250,000 ÷ 1,500 ชม. = 166.67 บาท/ชม.

สินค้า ชม.แรงงานรวม ค่าโสหุ้ยที่ได้รับ
A 500 ชม. 83,333 บาท
B 600 ชม. 100,000 บาท
C 400 ชม. 66,667 บาท

ขั้นที่ 4: รวมต้นทุนจริง — ตอบคำถามได้แล้ว!

สินค้า วัตถุดิบ ค่าแรง ค่าโสหุ้ย ต้นทุนรวม จำนวน ต้นทุน/หน่วย
A 125,000 100,000 83,333 308,333 500 616.67
B 150,000 120,000 100,000 370,000 300 1,233.33
C 150,000 80,000 66,667 296,667 200 1,483.33

ตอนนี้ตอบได้แล้วว่า "สินค้า A ต้นทุนจริง 616.67 บาท/หน่วย, B = 1,233.33 บาท, C = 1,483.33 บาท" — ถ้าขาย A ที่ 700 บาท จะมีกำไรขั้นต้น 83 บาท (13.5%) ถ้าขาย C ที่ 1,400 บาท จะ ขาดทุน 83 บาท โดยไม่รู้ตัว!

ทำไมต้องใช้ ERP — ทำ Excel ได้ไหม?

ตัวอย่างข้างบนดูง่ายเพราะมีสินค้าแค่ 3 ตัว — แต่ในโรงงานจริง:

  • สินค้า 50–500 รายการ แต่ละตัวมี BOM 5–20 วัตถุดิบ
  • มี Work Center หลายจุด แต่ละจุดมี Overhead Rate ต่างกัน
  • ราคาวัตถุดิบเปลี่ยนทุกรอบสั่งซื้อ
  • มี WIP (Work-in-Process) งานระหว่างทำที่ต้องคำนวณด้วย
  • มีของเสีย (Scrap/Waste) ที่ต้องรวมเข้าต้นทุน

Excel ทำได้ — แต่จะ ทำไม่ทัน ผิดพลาดง่าย ตรวจสอบย้อนกลับไม่ได้ และต้องพึ่งคนที่ทำ Excel คนเดียว

Saeree ERP กับการคำนวณต้นทุนผลิต

Saeree ERP มีโมดูลที่รองรับการคำนวณต้นทุนผลิตครบวงจร:

ความต้องการ Saeree ERP ทำอย่างไร
Perpetual Inventory ทุกรายการรับ-จ่ายสต็อก ระบบบันทึกบัญชีอัตโนมัติแบบ Real-time
BOM & Routing กำหนดสูตรการผลิตและขั้นตอนผลิตได้หลายระดับ (Multi-level BOM)
Standard Cost ตั้ง Standard Cost ได้ทั้ง Material, Labor, Overhead พร้อม Roll-up อัตโนมัติ
Cost Allocation ปันส่วนค่าโสหุ้ยตามเกณฑ์ที่กำหนด ทำ Period-end Closing อัตโนมัติ
Variance Analysis รายงานเปรียบเทียบ Standard vs Actual แยก Material, Labor, Overhead Variance
WIP Tracking ติดตามต้นทุนงานระหว่างผลิต ทุก Work Order ทุกขั้นตอน

ต้นทุนจริงไม่ได้หาจากการ "ประมาณ" หรือ "เฉลี่ย" แบบกว้างๆ — แต่ต้องสร้างจากข้อมูลจริงทุกขั้นตอน ตั้งแต่ซื้อวัตถุดิบ ผ่านการผลิต จนกลายเป็นสินค้าสำเร็จรูป ระบบ ERP คือเครื่องมือที่ทำให้กระบวนการนี้เป็นอัตโนมัติและตรวจสอบได้

- ทีมงาน Saeree ERP

สรุป — ขั้นตอนสำหรับโรงงานที่ยังไม่เคยทำ

  1. จัดทำ BOM — กำหนดสูตรการผลิตให้ชัดเจน สินค้าแต่ละตัวใช้อะไร เท่าไหร่
  2. จัดทำ Routing — กำหนดขั้นตอนผลิต ใช้เวลาเท่าไหร่ ผ่าน Work Center ไหน
  3. เปลี่ยนเป็น Perpetual — ทุกรายการรับ-จ่ายต้องเข้าระบบ ไม่ใช่แค่นับสิ้นเดือน
  4. ตั้ง Standard Cost — จากข้อมูลจริงเป็นฐาน แล้วใช้เป็นเกณฑ์เปรียบเทียบ
  5. กำหนดเกณฑ์ Cost Allocation — เลือกเกณฑ์ที่เหมาะกับโรงงาน แล้วใช้สม่ำเสมอ
  6. ทำ Period-end Closing ทุกเดือน — ปิดต้นทุน เปรียบเทียบ Standard vs Actual วิเคราะห์ Variance

หากโรงงานของคุณกำลังเจอปัญหาเรื่องต้นทุน ตอบไม่ได้ว่าสินค้าตัวไหนกำไร ตัวไหนขาดทุน สามารถนัดหมาย Demo หรือติดต่อทีมที่ปรึกษาเพื่อประเมินความพร้อมขององค์กร

image

เกี่ยวกับผู้เขียน

ทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านระบบ ERP จากบริษัท แกรนด์ลีนุกซ์ โซลูชั่น จำกัด พร้อมให้คำปรึกษาและบริการด้านระบบ ERP ครบวงจร