- 19
- กุมภาพันธ์
เรากำลังอยู่ในยุคที่ AI สามารถเขียนรายงาน วิเคราะห์ข้อมูล ร่างสัญญา สรุปประชุม และตอบคำถามลูกค้าได้ — ในระดับที่เทียบเท่าหรือดีกว่าเด็กจบใหม่ 1 คน ผู้บริหารหลายองค์กรเริ่มตั้งคำถามว่า "จะจ้างคนเพิ่มอีก 1 คน หรือจะใช้ AI แทนดี?" — บทความนี้จะพาวิเคราะห์อย่างตรงไปตรงมาว่า AI ทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้ และองค์กรควรวางตัวอย่างไรในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วกว่าที่เคย
ความจริงที่ต้องยอมรับ — AI เก่งกว่าคนจริงหรือ?
คำตอบสั้นๆ คือ "เก่งกว่า" ในบางเรื่อง และ "ไม่มีทางแทน" ในอีกหลายเรื่อง
| งาน | AI ทำได้ | คนทำได้ดีกว่า |
|---|---|---|
| สรุปเอกสาร 100 หน้า | ทำได้ในไม่กี่วินาที แม่นยำสูง | ใช้เวลาหลายชั่วโมง แต่เข้าใจบริบทลึกกว่า |
| วิเคราะห์ข้อมูลยอดขาย | หาแพทเทิร์นจากข้อมูลมหาศาลได้เร็ว | ตีความได้ว่า "ทำไม" ยอดขายเปลี่ยน |
| ร่างอีเมลตอบลูกค้า | ร่างได้สุภาพ ครบถ้วน รวดเร็ว | อ่านอารมณ์ลูกค้า แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ |
| ตรวจสอบเอกสารซ้ำ | ไม่เหนื่อย ไม่ตกหล่น ทำได้ 24 ชั่วโมง | ใช้วิจารณญาณกับกรณีพิเศษที่เกินกฎ |
| ตัดสินใจเชิงนโยบาย | ให้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจได้ | รับผิดชอบผลลัพธ์ พิจารณาผลกระทบรอบด้าน |
| เจรจาต่อรอง | เตรียมข้อมูล จำลองสถานการณ์ให้ได้ | อ่านสถานการณ์ สร้างความสัมพันธ์ สร้างความไว้วางใจ |
| แก้ปัญหาที่ไม่เคยเจอ | ทำได้ถ้ามีข้อมูลที่คล้ายกัน | คิดนอกกรอบ ดัดแปลง ประยุกต์จากประสบการณ์ |
สรุปง่ายๆ: AI เก่งเรื่อง "ทำซ้ำ ทำเร็ว ทำเยอะ" แต่คนยังเก่งกว่าเรื่อง "คิด ตัดสินใจ รับผิดชอบ สร้างสัมพันธ์"
มุมมองผู้บริหาร — จ้างคนเพิ่ม 1 คน vs ใช้ AI
นี่คือคำถามที่ผู้บริหารยุคนี้เริ่มถามตัวเองทุกครั้งที่มีตำแหน่งว่าง:
| ปัจจัย | จ้างคนเพิ่ม 1 คน | ใช้ AI |
|---|---|---|
| ต้นทุน | เงินเดือน + สวัสดิการ + อบรม + พื้นที่ + อุปกรณ์ (~20,000–40,000 บาท/เดือน สำหรับเด็กจบใหม่) | ค่าบริการ AI (~700–7,000 บาท/เดือน ขึ้นกับระดับการใช้งาน) |
| ความเร็วเริ่มงาน | สัมภาษณ์ 2–4 สัปดาห์ + อบรม 1–3 เดือน | ตั้งค่าและเริ่มใช้ได้ภายในวัน |
| ปริมาณงาน | ทำงาน 8 ชม./วัน มีวันลา วันหยุด | ทำงาน 24/7 ไม่มีวันลา ไม่เหนื่อย |
| คุณภาพงาน | ขึ้นกับคน ช่วงแรกอาจผิดพลาดบ่อย | สม่ำเสมอ แต่อาจผิดแบบ "มั่นใจ" ถ้าไม่มีคนตรวจ |
| ความยืดหยุ่น | ทำงานนอกกรอบได้ ปรับตัวตามสถานการณ์ | ทำได้เฉพาะสิ่งที่กำหนดไว้ หรือมีข้อมูลรองรับ |
| ความรับผิดชอบ | มีคนรับผิดชอบชัดเจน | ไม่มีคนรับผิดชอบ ถ้าผิดพลาดใครเป็นคนแก้? |
| การเติบโต | เรียนรู้ พัฒนาได้ อาจกลายเป็นคนสำคัญ | ไม่โต ไม่ลาออก แต่ก็ไม่สร้าง innovation |
คำตอบไม่ใช่ "เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง" — แต่คือ "ใช้ทั้งคู่ ให้ถูกที่"
องค์กรที่ชนะในยุคนี้ไม่ใช่องค์กรที่แทนคนด้วย AI ทั้งหมด และไม่ใช่องค์กรที่ปฏิเสธ AI ทั้งหมด — แต่คือองค์กรที่รู้ว่า งานไหนให้ AI ทำ งานไหนให้คนทำ และงานไหนให้คน + AI ทำด้วยกัน
งานแบบไหนควรให้ AI ทำ — งานแบบไหนยังต้องใช้คน
ให้ AI ทำ (Automate)
- งานที่ทำซ้ำๆ เหมือนเดิมทุกวัน — คีย์ข้อมูล คัดลอกตัวเลข ส่งอีเมลแจ้งเตือน
- งานที่ต้องการความเร็วและความแม่นยำ — ตรวจสอบเอกสารซ้ำ จับคู่ข้อมูล กระทบยอด
- งานที่ต้องประมวลผลข้อมูลมหาศาล — วิเคราะห์แนวโน้ม สร้างรายงาน สรุปข้อมูล
- งานที่ต้องทำนอกเวลา — ตอบคำถามลูกค้า 24 ชม. แจ้งเตือนอัตโนมัติ
ให้คนทำ (Human-only)
- งานที่ต้อง ตัดสินใจและรับผิดชอบ — อนุมัติ ลงนาม ตัดสินข้อพิพาท
- งานที่ต้อง สร้างความสัมพันธ์ — เจรจาต่อรอง ดูแลลูกค้า VIP บริหารทีม
- งานที่ต้อง ใช้จริยธรรมและวิจารณญาณ — ประเมินผลงาน ไล่ออก ตัดสินกรณีสีเทา
- งานที่ต้อง คิดสร้างสรรค์ — วางกลยุทธ์ ออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ สร้าง brand
ให้คน + AI ทำด้วยกัน (Augment)
- AI ร่าง → คนตรวจ — AI ร่างรายงาน คนตรวจความถูกต้องและเพิ่มมุมมอง
- AI วิเคราะห์ → คนตัดสินใจ — AI หาข้อมูลและแนวโน้ม คนตัดสินใจเชิงนโยบาย
- AI กรอง → คนเจาะลึก — AI คัดกรองข้อมูลเบื้องต้น คนเจาะลึกเฉพาะจุดที่ผิดปกติ
- AI ตอบ → คนดูแล — AI ตอบคำถามทั่วไป คนรับช่วงเมื่อปัญหาซับซ้อน
สิ่งที่ผู้บริหารต้องระวัง — กับดัก AI ที่หลายคนตกลงไป
1. "AI ถูกกว่า ดังนั้นแทนคนได้เลย"
AI ถูกกว่าจริงในแง่ต้นทุนต่อชิ้นงาน — แต่ AI ไม่มีความรับผิดชอบ ถ้า AI สร้างรายงานผิด ใครเป็นคนรับผิดชอบต่อผู้บริหาร ต่อผู้ตรวจสอบ ต่อกฎหมาย? คำตอบคือ "คน" ที่อนุมัติผลงานของ AI ดังนั้นต้องมีคนตรวจสอบเสมอ
2. "เด็กจบใหม่ทำอะไรไม่ได้เท่า AI แล้ว"
วันนี้อาจจริง — แต่เด็กจบใหม่คนนั้น จะเรียนรู้และเติบโต อีก 3 ปีข้างหน้าอาจเป็นหัวหน้าทีม อีก 5 ปีอาจเป็นผู้จัดการ AI ไม่มีวันเติบโตแบบนั้นได้ การจ้างคนคือการ ลงทุนระยะยาว ไม่ใช่แค่การซื้อแรงงานระยะสั้น
3. "ใช้ AI ไปก่อน ค่อยหาคนทีหลัง"
ถ้าปล่อยให้องค์กรพึ่งพา AI โดยไม่สร้างคน — เมื่อ AI มีปัญหา (ระบบล่ม เปลี่ยนนโยบาย ข้อจำกัดทางกฎหมาย) จะไม่มีคนที่เข้าใจกระบวนการจริงมารับช่วงต่อ นี่คือ ความเสี่ยงด้าน Knowledge Dependency
4. "AI จะทำให้พนักงานตกงาน"
ประวัติศาสตร์บอกเราว่า เทคโนโลยีทุกยุคเปลี่ยน "ประเภทงาน" ไม่ใช่ "จำนวนงาน" — เครื่องคิดเลขไม่ได้ทำให้นักบัญชีตกงาน แต่ทำให้นักบัญชีทำงานวิเคราะห์แทนงานบวกเลข AI จะเปลี่ยน "งานที่คนทำ" ไม่ใช่ "ว่าคนยังต้องมีหรือไม่"
แล้วองค์กรควรทำอย่างไร? — 5 แนวทางปฏิบัติ
1. สำรวจว่ามีงานอะไรที่ AI ทำได้ดีกว่า
เริ่มจากคำถามว่า "งานอะไรที่เราใช้คนทำซ้ำๆ ทุกวัน แต่ไม่ต้องใช้วิจารณญาณ?" นั่นคืองานที่ AI ทำได้ดีกว่าและถูกกว่า เช่น คีย์ข้อมูล สร้างรายงาน ส่งแจ้งเตือน ตรวจเอกสาร
2. อย่าแทนที่คน — ให้คนทำงานที่มีมูลค่าสูงขึ้น
เมื่อ AI รับงานซ้ำซ้อนไป ให้คนทำงานที่สร้างมูลค่ามากขึ้น — วิเคราะห์ วางแผน ดูแลลูกค้า สร้างนวัตกรรม คนที่เคยคีย์ข้อมูล 8 ชม. อาจกลายเป็นคนที่ตรวจสอบคุณภาพข้อมูลทั้งองค์กร
3. ลงทุนพัฒนาคนให้ "ทำงานกับ AI เป็น"
ทักษะสำคัญของคนในยุค AI ไม่ใช่ "ทำงานเร็ว" แต่คือ:
- Prompt Engineering — รู้วิธีสั่งงาน AI ให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ
- Critical Thinking — ตรวจสอบผลงานของ AI ได้ว่าถูกหรือผิด
- Domain Expertise — เข้าใจงานลึกพอที่จะรู้ว่า AI พลาดตรงไหน
- Adaptability — ปรับตัวเมื่อเครื่องมือเปลี่ยน กระบวนการเปลี่ยน
4. วาง Policy การใช้ AI ในองค์กร
ต้องมีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน:
- ข้อมูลอะไร ห้าม ป้อนเข้า AI? (ข้อมูลลูกค้า ข้อมูลการเงิน ความลับทางธุรกิจ)
- ผลงานจาก AI ต้อง ผ่านการตรวจสอบ จากใครก่อนใช้งาน?
- เมื่อ AI ตัดสินใจผิด ใครเป็น ผู้รับผิดชอบ?
- จะ ติดตามและวัดผล การใช้ AI อย่างไร?
5. เริ่มจากจุดเล็กๆ แล้วค่อยขยาย
อย่าพยายามเปลี่ยนทั้งองค์กรพร้อมกัน เริ่มจากแผนกเดียว งานเดียว วัดผลให้ชัด แล้วค่อยขยาย — เหมือนกับหลักการ Implement ERP ที่ทำแบบ Phased Approach
AI + ERP = พลังทวีคูณ
AI จะทรงพลังที่สุดเมื่อมี ข้อมูลที่ดี ป้อนให้ — และระบบ ERP คือแหล่งข้อมูลที่ดีที่สุดขององค์กร เมื่อรวม AI เข้ากับ ERP จะเกิดความสามารถใหม่ๆ:
| ERP อย่างเดียว | ERP + AI |
|---|---|
| รายงานยอดขายเดือนที่แล้ว | พยากรณ์ยอดขายเดือนหน้า พร้อมคำแนะนำ |
| แจ้งเตือนสินค้าหมดสต็อก | สั่งซื้ออัตโนมัติตามแพทเทิร์นการใช้ |
| บันทึกบัญชีตามเอกสาร | ตรวจจับรายการผิดปกติอัตโนมัติ (Anomaly Detection) |
| รายงานค่าใช้จ่ายตามหมวด | วิเคราะห์และแนะนำจุดที่ลดต้นทุนได้ |
| Workflow อนุมัติตามลำดับ | ประเมินความเสี่ยงของรายการก่อนส่งอนุมัติ |
| Generate ใบวางบิลอัตโนมัติ | วิเคราะห์พฤติกรรมการจ่ายเงินและแนะนำการติดตามหนี้ |
Saeree ERP วางรากฐานให้พร้อมรับ AI
Saeree ERP ออกแบบด้วยสถาปัตยกรรมที่รองรับการเชื่อมต่อกับเทคโนโลยีใหม่ — ข้อมูลทุกรายการถูกบันทึกอย่างเป็นระบบ มี Audit Trail ครบถ้วน มี API สำหรับเชื่อมต่อ ทำให้เมื่อถึงเวลาที่องค์กรพร้อมจะใช้ AI ข้อมูลทั้งหมดอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานทันที — ไม่ต้องเริ่มจากศูนย์
AI ไม่ได้มาแทนคน — แต่คนที่ใช้ AI เป็น จะแทนที่คนที่ใช้ AI ไม่เป็น สิ่งที่องค์กรต้องทำวันนี้คือทำให้คนของเรา "ใช้ AI เป็น" ไม่ใช่ "ถูก AI แทนที่"
- ทีมงาน Saeree ERP
สรุป
เราอยู่ในยุคที่ AI เก่งกว่าเด็กจบใหม่ในหลายด้าน — นี่คือความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ แต่คำตอบไม่ใช่การเลือกระหว่าง "จ้างคน" กับ "ใช้ AI" แต่คือการ ใช้ทั้งคู่อย่างชาญฉลาด ให้ AI ทำงานซ้ำซ้อน ให้คนทำงานที่ต้องใช้วิจารณญาณ ให้คน + AI ทำงานร่วมกันในจุดที่เสริมกัน
และที่สำคัญที่สุด — ข้อมูลที่ดีคือรากฐานของ AI ที่ดี ถ้าองค์กรยังไม่มีระบบที่จัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ AI ก็ไม่มีอะไรจะทำงานด้วย การมีระบบ ERP ที่ดีวันนี้ คือการเตรียมองค์กรให้พร้อมสำหรับ AI ในวันหน้า
หากสนใจใช้งาน Saeree ERP เพื่อวางรากฐานข้อมูลที่แข็งแกร่งสำหรับองค์กร สามารถติดต่อทีมงานของเราเพื่อปรึกษาแนวทางที่เหมาะกับองค์กรคุณ
