- 19
- กุมภาพันธ์
ลองจินตนาการดู — วันที่ 25 ของเดือน วันเงินเดือนออก พนักงาน 500 คนรอเงินเข้าบัญชี แต่ระบบ ERP ล่ม เข้าไม่ได้ ประมวลผลเงินเดือนไม่ได้ ส่งไฟล์ธนาคารไม่ได้ ฝ่าย IT ตัวสั่น ฝ่ายบุคคลโทรมาถามทุก 5 นาที ผู้บริหารเรียกประชุมด่วน — นี่คือฝันร้ายที่เกิดขึ้นจริงในหลายองค์กร
สถานการณ์: วันที่ 25 ระบบล่ม จ่ายเงินเดือนไม่ได้
เช้าวันที่ 25 ฝ่ายบุคคลเปิดระบบ ERP เพื่อรันเงินเดือน แต่หน้าจอขึ้นแค่ "Connection Error" โทรหาฝ่าย IT ได้คำตอบว่า "เซิร์ฟเวอร์มีปัญหา กำลังแก้อยู่" ผ่านไป 1 ชั่วโมง... 2 ชั่วโมง... 4 ชั่วโมง ยังกลับมาไม่ได้
ผลกระทบที่ตามมา:
- พนักงาน 500 คน ไม่ได้เงินเดือนตามกำหนด — กระทบขวัญกำลังใจ
- ฝ่ายบุคคลต้อง จ่ายเงินเดือนล่าช้า — เสี่ยงผิดกฎหมายแรงงาน
- ถ้าข้อมูลหาย ต้อง คีย์ข้อมูลใหม่ทั้งหมด — OT, ลา, โบนัส, ภาษี
- ความเชื่อมั่นของพนักงานต่อองค์กร ลดลงทันที
สาเหตุที่ระบบล่ม — ไม่ได้มีแค่ไฟดับ
หลายคนคิดว่าระบบล่มเกิดจากไฟดับอย่างเดียว แต่จริงๆ แล้วสาเหตุมีหลากหลาย:
| สาเหตุ | รายละเอียด | ความรุนแรง |
|---|---|---|
| Hardware Failure | ฮาร์ดดิสก์พัง, RAM เสีย, เมนบอร์ดไหม้ — อุปกรณ์มีอายุการใช้งาน | สูงมาก |
| Ransomware | มัลแวร์เข้ารหัสข้อมูลทั้งหมด เรียกค่าไถ่เป็นเงินดิจิทัล | สูงมาก |
| ไฟดับ / UPS หมด | ไฟดับนานเกินที่ UPS รับไหว เซิร์ฟเวอร์ดับกะทันหัน ข้อมูลเสียหาย | ปานกลาง |
| ข้อมูลเต็ม (Disk Full) | พื้นที่เก็บข้อมูลเต็ม ฐานข้อมูลเขียนต่อไม่ได้ ระบบหยุดทำงาน | ปานกลาง |
| Human Error | ลบข้อมูลผิด, อัพเดทระบบแล้วพัง, ตั้งค่าผิด — คนทำผิดพลาดได้เสมอ | ปานกลาง |
ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุใด ผลลัพธ์เหมือนกัน — ระบบใช้งานไม่ได้ ธุรกิจหยุดชะงัก
RPO vs RTO — ตัวเลขที่ทุกองค์กรต้องรู้
ก่อนจะวาง Disaster Recovery Plan ต้องเข้าใจ 2 ตัวเลขนี้ก่อน:
RPO และ RTO คืออะไร?
RPO (Recovery Point Objective) = ข้อมูลหายได้มากสุดกี่ชั่วโมง?
- ถ้า RPO = 24 ชั่วโมง หมายความว่า ยอมให้ข้อมูลหายได้ 1 วัน (Backup วันละครั้ง)
- ถ้า RPO = 1 ชั่วโมง หมายความว่า ต้อง Backup ทุกชั่วโมง
- ถ้า RPO = 0 หมายความว่า ข้อมูลห้ามหายเลย (ต้องใช้ Real-time Replication)
RTO (Recovery Time Objective) = ระบบต้องกลับมาใช้งานได้ภายในกี่ชั่วโมง?
- ถ้า RTO = 4 ชั่วโมง หมายความว่า ระบบล่มได้ แต่ต้องกลับมาภายใน 4 ชั่วโมง
- ถ้า RTO = 1 ชั่วโมง หมายความว่า ต้องมี Failover Site พร้อมใช้งาน
- ถ้า RTO = 0 หมายความว่า ห้ามล่มเลย (ต้องใช้ Active-Active Cluster)
ตัวอย่างง่ายๆ: ถ้าองค์กรคุณ Backup วันละ 1 ครั้ง ตอนเที่ยงคืน และระบบล่มตอนบ่าย 3 โมง — ข้อมูลตั้งแต่เที่ยงคืนถึงบ่าย 3 โมง (15 ชั่วโมง) จะหายหมด นั่นคือ RPO ของคุณอยู่ที่ 24 ชั่วโมง
สำหรับระบบเงินเดือน RPO และ RTO ควรอยู่ในระดับ:
- RPO ไม่เกิน 1 ชั่วโมง — ข้อมูลเงินเดือนหายได้มากสุด 1 ชั่วโมง
- RTO ไม่เกิน 4 ชั่วโมง — ระบบต้องกลับมาใช้งานได้ภายครึ่งวัน
3-2-1 Backup Rule — กฎเหล็กของการสำรองข้อมูล
กฎ 3-2-1 เป็นมาตรฐานสากลที่ผู้เชี่ยวชาญด้าน IT ทั่วโลกแนะนำ:
| กฎ | ความหมาย | ตัวอย่าง |
|---|---|---|
| 3 | เก็บข้อมูลอย่างน้อย 3 ชุด | ข้อมูลจริง 1 ชุด + สำรอง 2 ชุด |
| 2 | เก็บบน 2 ประเภทสื่อที่ต่างกัน | เช่น ฮาร์ดดิสก์ในเซิร์ฟเวอร์ + เทปสำรอง หรือ Local Storage + Cloud Storage |
| 1 | เก็บนอกสถานที่อย่างน้อย 1 ชุด | เก็บไว้ที่ Data Center อื่น หรือ Cloud ต่างภูมิภาค เพื่อป้องกันภัยพิบัติ (ไฟไหม้, น้ำท่วม) |
ทำไมต้อง 3-2-1? เพราะถ้าเก็บ Backup ไว้ในเซิร์ฟเวอร์เดียวกับข้อมูลจริง เมื่อเซิร์ฟเวอร์พัง Backup ก็หายไปด้วย ถ้าเก็บไว้ในห้องเดียวกัน เมื่อไฟไหม้ ข้อมูลทั้งหมดก็หายไปพร้อมกัน
สิ่งที่ทุกองค์กรควรมี — ไม่ใช่แค่ Backup
การมี Backup อย่างเดียวไม่พอ องค์กรต้องมีแผน Disaster Recovery (DR) ที่ครบถ้วน:
1. DR Plan (แผนกู้คืนระบบ)
เอกสารที่ระบุชัดเจนว่า เมื่อระบบล่ม ใครต้องทำอะไร ภายในกี่นาที ไม่ใช่รอระบบล่มแล้วค่อยมานั่งคิดว่าจะทำยังไง
- ใครเป็นคนตัดสินใจ Activate DR Plan?
- ช่องทางสื่อสารฉุกเฉินคืออะไร? (ถ้าอีเมลล่มด้วย)
- ลำดับการกู้คืนระบบเป็นอย่างไร? (ระบบไหนก่อน-หลัง)
- เบอร์โทร vendor / ผู้ดูแลระบบ อยู่ที่ไหน?
2. Backup ทุกวัน (อย่างน้อย)
Backup ต้องทำ อัตโนมัติ ทุกวัน ไม่ใช่รอคนไปกดทำ และต้องตรวจสอบว่า Backup สำเร็จจริง — หลายองค์กร Backup ทุกวัน แต่ ไม่เคยทดสอบ Restore พอถึงเวลาจริง Restore ไม่ได้
3. DR Drill ปีละครั้ง (อย่างน้อย)
DR Drill คือการซ้อมกู้คืนระบบจริง เหมือนซ้อมหนีไฟ — ต้องทำจริง ไม่ใช่แค่เขียนแผนไว้บนกระดาษ
- ซ้อม Restore ข้อมูลจาก Backup
- จับเวลาว่ากู้คืนได้ภายในกี่ชั่วโมง (เทียบกับ RTO)
- ตรวจสอบว่าข้อมูลครบถ้วนหรือไม่ (เทียบกับ RPO)
- บันทึกปัญหาที่พบ แล้วปรับปรุง DR Plan
4. Failover Site
สำหรับระบบสำคัญ (เช่น ERP, เงินเดือน) ควรมี Failover Site คือระบบสำรองที่พร้อมทำงานทดแทนทันทีเมื่อระบบหลักล่ม — ไม่ต้องรอ Restore จาก Backup ซึ่งอาจใช้เวลาหลายชั่วโมง
Saeree ERP ช่วยเรื่อง Disaster Recovery อย่างไร
Saeree ERP ถูกออกแบบมาให้มีระบบ Disaster Recovery ในตัว ไม่ต้องซื้อเพิ่ม ไม่ต้องตั้งค่าเอง:
| ฟีเจอร์ | รายละเอียด |
|---|---|
| Auto Daily Backup | ระบบสำรองข้อมูลอัตโนมัติทุกวัน ไม่ต้องรอคนไปกด มีการตรวจสอบความสำเร็จของ Backup และแจ้งเตือนถ้า Backup ล้มเหลว |
| Point-in-time Recovery | กู้คืนข้อมูลย้อนกลับไปยังจุดใดก็ได้ในอดีต ไม่ใช่แค่ Backup ล่าสุด เช่น กู้คืนข้อมูลย้อนกลับไป 2 ชั่วโมงก่อนที่จะลบผิด |
| Cloud Replication | ข้อมูลถูก Replicate ไปยัง Cloud Data Center อีกแห่ง เป็นไปตามกฎ 3-2-1 โดยอัตโนมัติ ป้องกันภัยพิบัติทางกายภาพ |
| DR Drill Support | ทีมงาน Saeree ERP ช่วยวางแผนและดำเนินการ DR Drill ให้ พร้อมรายงานผลและข้อเสนอแนะในการปรับปรุง |
| Uptime SLA | การันตี Uptime ระดับสูง มี SLA (Service Level Agreement) ชัดเจน พร้อมทีม Support 24/7 สำหรับกรณีฉุกเฉิน |
Saeree ERP — ระบบล่มไม่ใช่จุดจบ ถ้ามี DR ที่ดี
Saeree ERP มีระบบ Auto Daily Backup, Point-in-time Recovery, และ Cloud Replication ในตัว ข้อมูลถูกสำรองอัตโนมัติทุกวัน Replicate ไปยัง Cloud Data Center อีกแห่ง และกู้คืนได้ย้อนกลับไปยังจุดใดก็ได้ — แม้ระบบล่ม ข้อมูลเงินเดือนของคุณปลอดภัย กลับมาใช้งานได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องเสียเวลาคีย์ข้อมูลใหม่
สรุป
"ระบบล่ม" ไม่ใช่เรื่องของ "ถ้าเกิดขึ้น" แต่เป็นเรื่องของ "เมื่อไหร่จะเกิดขึ้น" — ฮาร์ดแวร์มีอายุ Ransomware มีทุกวัน คนทำผิดพลาดได้เสมอ สิ่งที่แยกองค์กรที่พร้อมออกจากองค์กรที่ไม่พร้อม คือ Disaster Recovery Plan
องค์กรที่มี DR Plan ที่ดี เมื่อระบบล่ม กู้คืนได้ภายในชั่วโมง ข้อมูลหายน้อยที่สุด ธุรกิจกลับมาเดินต่อได้เร็ว องค์กรที่ไม่มี DR Plan เมื่อระบบล่ม อาจต้องใช้เวลาเป็นวันหรือเป็นสัปดาห์ กว่าจะกลับมาปกติ — และข้อมูลบางส่วนอาจหายไปตลอดกาล
อย่ารอให้ระบบล่มก่อนแล้วค่อยคิดเรื่อง DR — เตรียมตัววันนี้ ก่อนที่ "วันเงินเดือนออก" จะกลายเป็นฝันร้ายขององค์กรคุณ

