- 19
- กุมภาพันธ์
ทุกองค์กรเคยเจอสถานการณ์แบบนี้ — คนที่ทำงานมานาน ลาออกกะทันหัน แล้วจู่ๆ ก็พบว่า ขั้นตอนการทำงานทั้งหมดอยู่ใน "หัว" ของคนนั้นคนเดียว ไม่มีคู่มือ ไม่มี SOP ไม่มีใครรู้ว่าต้องทำยังไงต่อ ระบบที่คนเก่าเป็นคนตั้งค่า ไม่มีใครกล้าแตะ เพราะกลัวพัง
สถานการณ์ที่เกิดจริงในหลายองค์กร
ลองนึกภาพดู:
- พนักงานบัญชี ที่ทำมา 10 ปี ลาออก — ไม่มีใครรู้ว่าปิดงบยังไง สูตร Excel ที่ใช้คำนวณภาษีไม่มีใครเข้าใจ
- เจ้าหน้าที่พัสดุ ที่ดูแลคลังสินค้า ลาออก — ไม่มีใครรู้ว่าของเก็บอยู่ตรงไหน ระบบจัดเก็บอยู่ในสมุดจดมือ
- IT คนเดียว ของบริษัท ลาออก — ไม่มีใครรู้ password ของ server ระบบที่คนเก่าเขียนเอง ไม่มี documentation
- ฝ่ายจัดซื้อ ที่ติดต่อ vendor ทุกราย ลาออก — เงื่อนไขพิเศษ ส่วนลด ข้อตกลงต่างๆ อยู่ในหัวหมด ไม่ได้บันทึกไว้ที่ไหน
ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยเฉพาะในองค์กรที่ ไม่มีระบบจัดการความรู้ (Knowledge Management) และยังพึ่งพา "คน" มากกว่า "ระบบ"
ปัญหาที่ตามมา — เมื่อคนใหม่มาแทน
เมื่อคนเก่าลาออกไปแล้ว คนใหม่ที่เข้ามาจะเจอปัญหาเหล่านี้:
1. ไม่รู้ว่าต้องทำอะไร ทำยังไง
ไม่มีคู่มือ ไม่มี SOP ไม่มี checklist ขั้นตอนการทำงานไม่เคยถูกเขียนลงกระดาษ ทุกอย่างอยู่ใน "ความเคยชิน" ของคนเก่า ถามเพื่อนร่วมงานก็ไม่รู้ เพราะต่างคนต่างทำงานของตัวเอง
2. ระบบที่คนเก่าตั้งค่า ไม่มีใครกล้าแก้
ไฟล์ Excel ที่มีสูตรซับซ้อน 5 ชั้น, Macro ที่เขียนเอง, ระบบที่ตั้งค่าแบบ custom — ไม่มีใครรู้ว่าทำไมถึงตั้งแบบนั้น แก้ตรงนี้จะกระทบตรงไหน คนใหม่ไม่กล้าแตะ เพราะกลัวพัง
3. ข้อมูลสำคัญหายไปกับตัวคน
ข้อตกลงกับ vendor, เงื่อนไขพิเศษ, วิธีแก้ปัญหาที่เคยเจอมาก่อน, contact สำคัญ — ทั้งหมดนี้อยู่ใน Line chat, สมุดจดส่วนตัว, หรือความจำ ไม่เคยถูกบันทึกในระบบขององค์กร
4. ต้องเสียเวลาเรียนรู้ใหม่ทั้งหมด
สิ่งที่คนเก่าใช้เวลา 10 ปีสั่งสม คนใหม่ต้อง "เดา" และ "ลองผิดลองถูก" ด้วยตัวเอง ใช้เวลา 3-6 เดือนกว่าจะเริ่มทำงานได้ปกติ แล้วถ้าคนใหม่ลาออกอีก? วงจรเดิมก็เกิดซ้ำ
ตัวอย่างจำลอง: กรณีคุณมาลี
คุณมาลี เป็นพนักงานบัญชีอาวุโสที่ทำงานมา 15 ปี เธอรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับระบบบัญชีของบริษัท ตั้งแต่วิธีปิดงบ วิธีคำนวณภาษี ไปจนถึงวิธีจัดการกับ vendor แต่ละราย
วันที่คุณมาลีลาออก เธอทิ้ง ไฟล์ Excel 47 ไฟล์ ไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ แต่ละไฟล์มีสูตรซับซ้อน มี Sheet ซ่อนอยู่ มี Macro ที่เขียนเอง ไม่มีคู่มืออธิบายว่าแต่ละไฟล์ใช้ทำอะไร
คนที่มาแทนเปิดไฟล์ดู ไม่เข้าใจสูตรแม้แต่ไฟล์เดียว ต้องนั่งไล่ทีละ cell ว่าดึงข้อมูลจากไหน คำนวณอะไร ทำไมถึงลิงก์ไปไฟล์อื่น
ผลลัพธ์: ปิดงบล่าช้า 2 เดือน ต้องจ้างที่ปรึกษาภายนอกมาช่วย เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มหลายแสนบาท
ทำไม ERP ช่วยแก้ปัญหานี้ได้
หัวใจของปัญหาคือ "ความรู้อยู่ในหัวคน ไม่ได้อยู่ในระบบ" ระบบ ERP ช่วยแก้ปัญหานี้โดยการ "ย้าย" ความรู้จากหัวคนเข้าสู่ระบบ:
1. กระบวนการอยู่ในระบบ ไม่ใช่ในหัวคน
ขั้นตอนการทำงานทุกอย่าง ตั้งแต่การขอซื้อ การอนุมัติ การรับของ การจ่ายเงิน ถูกกำหนดเป็น Workflow ในระบบ ไม่ว่าใครจะมาทำ ก็ทำตาม Flow เดียวกัน ไม่ต้องถามใคร ไม่ต้องเดา
2. Workflow ชัดเจน — ใครทำอะไร เมื่อไหร่ อนุมัติโดยใคร
ทุกขั้นตอนมีผู้รับผิดชอบชัดเจน มี Approval Chain ที่กำหนดไว้ในระบบ ไม่ใช่ "ไปถามพี่มาลีว่าต้องให้ใครเซ็น" แต่เป็น ระบบส่งไปให้คนที่ต้องอนุมัติโดยอัตโนมัติ
3. SOP อยู่ในระบบ ไม่ใช่ในลิ้นชัก
Standard Operating Procedure ไม่ใช่แค่เอกสาร A4 ที่เก็บในแฟ้ม แต่ถูก ฝังอยู่ในระบบ ERP ทุกครั้งที่ทำธุรกรรม ระบบจะบังคับให้ทำตาม SOP ถ้าข้ามขั้นตอน ระบบไม่ยอม
4. คนใหม่ทำตาม Flow ได้เลย
คนใหม่ที่เข้ามาไม่ต้องเสียเวลา 3-6 เดือนเพื่อเรียนรู้ แค่ Login เข้าระบบ ระบบจะบอกเองว่าต้องทำอะไรต่อ มี Dashboard แสดงงานที่ต้องทำ มี Flow ที่ต้องตาม มีข้อมูลประวัติให้ดูย้อนหลัง
สิ่งที่องค์กรควรทำตั้งแต่วันนี้
ไม่ต้องรอให้คนลาออกก่อนค่อยแก้ปัญหา องค์กรสามารถเตรียมตัวได้ตั้งแต่ตอนนี้:
1. Document ขั้นตอนการทำงานทุกตำแหน่ง
ทุกตำแหน่งงานต้องมี เอกสาร SOP ที่อธิบายขั้นตอนการทำงานตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่ใช่แค่ "หน้าที่ความรับผิดชอบ" แต่ต้องเป็น Step-by-step guide ที่คนใหม่อ่านแล้วทำตามได้
2. ใช้ระบบ ERP แทน Excel
เลิกพึ่งพาไฟล์ Excel ที่สูตรอยู่ในหัวคนเดียว ย้ายทุกอย่างเข้าสู่ระบบ ERP ที่มี Standard Process ให้ทุกคนทำตาม ข้อมูลอยู่ใน Database กลาง ไม่ใช่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของใครคนใดคนหนึ่ง
3. Cross-training — สอนงานข้ามตำแหน่ง
อย่าให้คนใดคนหนึ่งเป็น "Single Point of Failure" ต้องมีอย่างน้อย 2 คนที่รู้งานในแต่ละตำแหน่ง ถ้าคนหนึ่งลาออก อีกคนยังทำแทนได้
4. Audit Trail — บันทึกทุกการเปลี่ยนแปลง
ทุกธุรกรรมต้องถูกบันทึกไว้ในระบบ ใครทำอะไร เมื่อไหร่ อนุมัติโดยใคร เปลี่ยนแปลงอะไรจากเดิม ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้คนใหม่เข้าใจประวัติการทำงาน ย้อนดูได้ว่าที่ผ่านมาทำอย่างไร
Saeree ERP ช่วยป้องกัน Knowledge Loss อย่างไร
| ฟีเจอร์ | รายละเอียด |
|---|---|
| Standard Workflow | ทุกกระบวนการมี Workflow มาตรฐาน ตั้งแต่ขอซื้อ อนุมัติ รับของ จ่ายเงิน ไม่ต้องจำเอง ระบบบอกขั้นตอนถัดไปให้ |
| Role-based Access | กำหนดสิทธิ์ตามตำแหน่งงาน คนใหม่ที่เข้ามาแทนจะเห็นเมนูและหน้าจอเหมือนคนเก่าทุกประการ พร้อมทำงานได้ทันที |
| Audit Trail | บันทึกทุกการเปลี่ยนแปลง ใครทำอะไร เมื่อไหร่ คนใหม่ดูย้อนหลังได้ว่าคนเก่าทำอะไรไว้บ้าง เรียนรู้จากข้อมูลจริง |
| Training Mode | ระบบ Sandbox สำหรับฝึกใช้งาน คนใหม่สามารถฝึกทำธุรกรรมจริงในระบบทดสอบ โดยไม่กระทบข้อมูลจริง |
| SOP Integration | แนบเอกสาร SOP และคู่มือการทำงานไว้ในระบบ เปิดดูได้ทุกเมื่อจากหน้าจอที่เกี่ยวข้อง ไม่ต้องเปิดหาจากแฟ้มเอกสาร |
Saeree ERP — ความรู้ขององค์กร ต้องอยู่ในระบบ ไม่ใช่ในหัวคนเดียว
Saeree ERP ออกแบบมาเพื่อให้กระบวนการทำงานทั้งหมดถูกบันทึกและจัดเก็บอยู่ในระบบ ไม่ว่าใครจะลาออก ย้ายตำแหน่ง หรือเกษียณ องค์กรยังคงดำเนินงานต่อได้อย่างราบรื่น เพราะ Workflow, SOP, Audit Trail และข้อมูลทุกอย่างอยู่ในระบบ พร้อมให้คนใหม่เข้ามาทำงานต่อได้ทันที
สรุป
ปัญหา "คนเก่าลาออก ระบบล่มตาม" ไม่ใช่เพราะหาคนใหม่ไม่ได้ แต่เพราะ ความรู้ขององค์กรอยู่ในหัวคนเดียว ไม่ได้อยู่ในระบบ ถ้ายังพึ่งพา Excel ที่สูตรอยู่ในหัวคนเก่า ยังพึ่งพา "ความเคยชิน" แทน SOP ยังไม่มี Audit Trail — ปัญหานี้จะเกิดซ้ำทุกครั้งที่มีคนลาออก
องค์กรที่ใช้ระบบ ERP อย่าง Saeree ERP จะไม่เจอปัญหานี้ เพราะ กระบวนการทั้งหมดอยู่ในระบบ ไม่ว่าใครจะมา ใครจะไป องค์กรยังเดินต่อได้ นี่คือ Business Continuity ที่แท้จริง

